เกิดจากความว่างของผมมันทำให้เกิด Blog ส่วนตัวของผมเองครับ อย่างน้อยๆก็เอาไว้เก็บข้อความดีๆ ถ้าบทความถ้ามี Credit ผมก็จะให้ Credit นะครับ แต่บางบทความผมก็ก็อปมานนานแล้ว จำไม่ได้ยังไงผมก็ขอโทษด้วยนะครับ ผมหวังว่าบางที มันอาจเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนก็ได้นะครับ ^^ ผมจะพยาม update มันบ่อยๆนะครับ (ไร้สาระเยอะน่อย -..- )
 

พลังขับเคลื่อนยานของมนุษย์ต่างดาว

0 ความคิดเห็น

แหล่งพลังงานของยานบินคือ แอนทิแมทเทอร์ รีแอคเตอร์ (เครื่องปฏิกรณ์ยิงระเบิดสสารที่ประกอบด้วยอนุภาคที่เหมือนกัน แต่มีประจุไฟฟ้าตรงกันข้ามด้วยโปรตรอน) มีท่อกลวงตรงกลางยานจากพื้นขึ้นไปถึงยอด ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นท่อเหนี่ยวนำคลื่นพลังโน้มถ่วงหรือพลังไฟฟ้าที่ผ่านเข้า ไปในนั้น ช่วงล่างของท่อจะเชื่อมติดกับตัวแอนทิแมทเทอร์รีแอคเตอร์ ซึ่งมีลักษณะรูปร่างคล้ายครึ่งวงกลมคว่ำลง ติดกับพื้นของยาน ท่อกลวงตรงกลางหรือท่อเหนี่ยวนำจะเป็นท่อยาวต่อไปจนถึงยอดบนของยาน

เครื่อง ปฏิกรณ์มีขนาดใหญ่เท่ากับลูกบาสเกตบอล ลักษณะคล้ายครึ่งวงกลมคว่ำลงบนแผ่นโลหะเล็กๆ มันจะส่งสนามพลังหรือสนามกำลังดึงดูดออกมาโดยรอบ ซึ่งในช่วงเวลาที่มันทำงาน ก่อให้เกิดแรงผลักคล้ายแม่เหล็กสองแท่งที่มีขั้วเหมือนกันกระทำปฏิกิริยาต่อ กัน สารหรือธาตุที่เป็นองค์ประกอบเชื้อเพลิงยิ่งน่าสนใจมาก มันคือธาตุที่ 115 ซึ่งตามทฤษฎีกล่าวว่า มันจะปรากฏอยู่รอบๆ ธาตุ 113-114 กลายเป็นธาตุที่มั่นคงและมีการรวมโปรตรอนกับนิวตรอนก่อให้เกิดธาตุใหม่ซึ่ง สามารถนำไปใช้ได้ หากยิงอนุภาคพลังงานด้วยโปรตรอนมันก็จะแตกธาตุจนถึงธาตุ 116 และปล่อยสสารแอนทิแมทเทอร์ออกมา ซึ่งนั่นคือมันจะทำปฏิกิริยากับสสารซึ่งเรียกว่า "ปฏิกิริยาแอนนิไฮโลชั่น"

ปฏิกิริยา พื้นฐานดังกล่าวก่อให้เกิดพลังแม่เหล็กไฟฟ้า ตามท่อเหนี่ยวนำมากขึ้นๆ และพลังที่เพิ่มขึ้นมากมายมหาศาลนี้เอง ที่ถูกนำไปใช้กับอะไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ

ธาตุที่ 115 ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลก และไม่สามารถสังเคราะห์ได้เนื่องจากเป็นธาตุที่หนักมาก จากแหล่งข้อมูล ทุกฝ่ายระบุว่าธาตุนี้พบตามธรรมชาติบนโลกหรือดาวเคราะห์ที่ใหญ่กว่าโลกมาก อาจเป็นโลกที่มีพระอาทิตย์สองดวง ในแต่ละครั้งจานบินหรือยานของมนุษย์ต่างดาวจะใช้ธาตุ 115 จำนวนมากถึง 223 กรัม

การที่จานบินบินด้วยความเร็วสูง การบินเลี้ยวกลับเป็นมุมฉาก การหยุดนิ่งกลางอากาศและการเร่งความเร็วของจานบินและการดับเสียงโซนิคบูม รวมถึงการเร่งความเร็วขนาด 22,000 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือมากกว่านั้น กล่าวกันว่า จานบินอาจใช้วิธีอาศัยสนามแรงโน้มถ้วงเทียม หรือบางทีอาจใช้คุณสมบัติพิเศษของมิติและกาลเวลา ซึ่งโลกเรายังไม่คุ้นเคยก็เป็นไปได้

Credit : www.dek-d.com

นัยอันล้ำลึกของคำว่า “ขอบคุณ”

1 ความคิดเห็น


แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝนต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืน

ก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำคนที่ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้

ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์ทั้งคืนทั้งวันก็ยังโง่เท่าเดิม

...

นัยอันล้ำลึกของคำว่า “ขอบคุณ”

...

ขอบคุณความไม่รู้ ที่ทำให้รู้วิธีลุกขึ้นสู้

ขอบคุณความยากจน ที่ทำให้เป็นคนมุมานะ

ขอบคุณความล้มเหลว ที่ทำให้เกิดความเชี่ยวชาญ

...

ขอบคุณความผิดพลาด ที่ทำให้ฉลาดยิ่งกว่าเดิม

ขอบคุณความริษยา ที่ทำให้กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่

ขอบคุณคำวิพากษ์วิจารณ์ ที่ทำให้ผลิบานอย่างไร้ข้อตำหนิ

...

ขอบคุณความไม่รู้ ที่ทำให้รู้จักครูที่ชื่อประสบการณ์

ขอบคุณความผิดหวัง ที่ทำให้ตั้งสติเพื่อลุกขึ้นมาใหม่

ขอบคุณศัตรูที่แกร่งกล้า ที่ทำให้รู้ว่าเรายังไม่ใช่มืออาชีพ

...

ขอบคุณมหกรรมคอรัปชั่น ที่ทำให้เราอยากสร้างสรรค์การเมืองใหม่

ขอบคุณความป่วยไข้ ที่ทำให้เราตั้งใจดูแลสุขภาพ

ขอบคุณความทุกข์ที่ ทำให้เรารู้ว่าความสุขมีค่าแค่ไหน

...

ขอบคุณความพลัดพราก ที่ทำให้เราสละจากความยึดมั่น ถือมั่น

ขอบคุณเพลิงกิเลส ที่ทำให้เรามีเหตุอยากถึงพระนิพพาน

ขอบคุณความตาย ที่ทำให้ฉากสุดท้ายของชีวิตสมบูรณ์แบบ…

...

โดยท่าน ว. วชิรเมธี

50 ข้อดีของการไม่มีแฟน

0 ความคิดเห็น


50 ข้อนี้ คุณว่าจริงไหม!?

1.มีเวลาทำอย่างอื่นนอกจากดูหนัง คุยโทรศัพท์ งอนง้อ

2.มีเวลาอยู่กับเพื่อนมากขึ้น

3.กลับบ้านดึกก็ได้ไม่ต้องโทรรายงานใคร

4.ไม่ต้องทะเลาะกับใคร ไม่สุขมากแต่ก็ไม่ทุกข์แล้วกัน

5.ประหยัดค่าใช้จ่าย แบบว่าไม่รู้จะไปเที่ยวไหน ไม่ต้องคอยซื้อของขวัญอะไรให้ใคร

6.ร้องเพลงคนไม่มีแฟนของพี่เบิร์ดได้อย่างสะใจมันในอารมณ์อย่างสุดๆ

7.ไม่ต้องคอยเอาใจคนอื่น

8.ไม่ต้องพบเพื่อนของแฟนที่เราไม่อยากรู้จัก

9.ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาแย่งแฟนเรา

10.มีคนคอยเป็นห่วงเยอะ (และคอยถามว่าทำไมไม่มีแฟน)

11.ไม่ต้องคอยหึงหวง ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้นอีกเยอะ

12.ไม่ต้องห่วงว่าเค้าจะสบายดีรึเปล่า

13.มีเวลาให้ตัวเองเต็มที่

14.ไม่ต้องฟังคำว่า "อนาคตของเรา และ รักแท้"

15.ไม่ต้องอกหัก อันนี้สำคัญมาก

16.ไม่ต้องกังวลว่าวันนี้จะใส่ชุดอะไรดีถึงจะถูกใจเขา

17.ไปหาเพื่อนน่ะแต่งตัวแบบไหนก้อได้

18.ไม่ต้องคอยเช็ค sms เผื่อว่าเขาส่งมาแล้วยังไม่ได้ส่งกลับ( เฮ้อออ....เปลืองอ่า )

19.อยากหิ้ว อยากจิกใครก็ได้ ไม่มีคนคอยตามประกบ

20.พ่อแม่จะรักเป็นพิเศษเพราะอยู่ติดบ้าน

21.ไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง เพื่อเอาใจเขา

22.ไม่ต้องรอคำสัญญาที่มันไม่เป็นความจริง

23.ไม่ต้องคิดมาก

24.มีทางเลือกให้กับชีวิตเพิ่มขึ้น

25.........ไม่ต้องร้องไห้.........

26.ได้ทำตามใจตัวเองอย่างเป็นสุขไม่ต้องกังวลถึงเขา

27.คิดถึงคนหลายๆ คนพร้อมกันได้

28.คิดถึงตัวเองมากขึ้น

29.ชินกับการอยู่บ้าน เพราะไม่มีแฟนชวนเที่ยว

30.เล่นเน็ตได้นานสะใจ จะคุยกับใครก็ได้ม่ายมีใครหวง

31.มีเวลาดูละครน้ำเน่าช่อง 7 ช่อง3 ช่อง 5 และ ITVมากขึ้น

32.เข้าถึงพระธรรมได้ง่ายขึ้น (แต่ไม่ยักกะทำ)

33.ไม่ต้องคอยโทรศัพท์

34.ไม่ต้องเปลืองค่าโทรศัพท์โทรหา

35.จะเหล่ใครก็ไม่มีใครว่าเพราะยังไม่มีใครถูกใจ

36.ไม่ต้องคอยระแวงว่าคนที่เดินข้างๆ จะเป็นใคร

37.จะทำอะไรก็ได้

38.ไม่โดนเพื่อนด่าว่า "ลืมเพื่อน"

39.คิดถึงใครก็ได้ที่อยากจะคิด

40.ไม่ต้องโบ๊ะหน้าสวย, หล่อทั้งวัน

41.ไม่ต้องปกปิดด้านชั่วของตัวเอง

42.ไม่ต้องดัดเสียงให้ไพเราะและฟังดูน่ารัก

43.จะทำอะไรไม่ต้องเกรงใจแฟน

44.ใครจะจีบก็จีบไปเพราะเรา "ไม่มีแฟน"

45.ร่างกายแข็งแรงเพราะเอาเวลาไปเล่นกีฬา ออกกำลังกาย

46.สามารถคุยกับสาวๆ สนใจได้โดยไม่รู้สึกผิดเพราะไม่มีแฟน

47.ไม่ต้องร้องเพลงอกหัก

48.ประหยัดนํ้าตาไว้ร้องไห้เรื่องอื่น

49.ไม่ต้องคอยไปรับไปส่งใคร

50.ไม่ต้องเสียเวลาเขียนไดอารี่ตอนอกหักหรือตอนถูกทิ้ง

ที่มา fwdmail

10 เหตุผล ที่เลิกใช้ iPad เปลี่ยนไปใช้ Galaxy Tab แทน

0 ความคิดเห็น
พอดีตอนนี้เรียนเยอะจัด จึงไม่ค่อยได้อัพ Blog เท่าไหร่ อีกอย่าง ผม ก็กำลังติด เจา Galaxy Tab (เรียนอีกอย่างว่าน้องแท็ป >< ) อยู่ เลยถ่ายรูปมาให้ดู



ไม่รู้จะอะธิบายยังไง ผมก็เคยใช้ I Phone 3 อยู่ แต่อยากจะบอกว่า ถ้าได้ลอง ใช้น้องแท๊ป รับลองไม่ผิดหวัง (ดูจากจอที่มัวขนาดนั้น *0*) ซื้อมาได้ผมจึงได้ทดลอง Root เลย แต่แรกก็เสียว จะเน่าเหมือน เจลเบลค I Phone 3 เหมือนกัน = = (ปกติผมไม่ชอบให้ร้านทำให้อ่า ถ้ามันจะพังก็พังด้วยมือของผมเนี่ยหละ 55+) เรื่องการอธีบาย ผมก็อธิบายไม่เก่งเลยหาข้อมูลมาให้อ่านกัน นะ T^T



ลองมาฟัง 10 เหตุผล ของนักข่าวสาวต่างประเทศรายหนึ่ง ที่ทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปใช้เครื่อง tablet ของ Samsung Galaxy Tab และเลิกใช้เครื่อง Apple’s iPad

นักข่าวสาวต่างประเทศรายนี้ บอกว่า เธอซื้อเครื่อง iPad มาใช้ เพราะว่าต้องการเครื่อง tablet ที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สะดวกและง่ายในการใช้งานทุกที่ ไม่ว่าบนรถไฟ รถเมล์ บนนอนเตียง นั่งที่โซฟา ที่โต๊ะทานข้าว ซึ่งเครื่องที่มีขนาดใหญ่ หนัก และใช้งานไม่ค่อยสะดวก อย่าง notebook หรือแม้แต่ netbook ไม่สามารถทำได้ และในช่วงที่ผ่านมา มีแค่เครื่อง iPad เท่านั้นที่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ ในราคาไม่เกิน 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 3หมื่นบาท

แต่ความรู้สึกแรกของเธอตอนที่ซื้อ iPad มาใช้งานใหม่ๆ ปนทั้งความรู้สึกดี และไม่ดี .. เธอรู้สึกดีและชอบกับขนาดของตัวเครื่อง เมื่อเทียบกับ notebook, การอ่านอีเมล์, การอ่านหนังสือ หรือการท่องเว็บไซด์ รวมถึงการใช้งานอินเตอร์เน๊ตทั่วไป .. ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกไม่ดี ที่ไม่สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้, การเปิดดูหรือใช้งาน Flash ไม่ได้ โดยเฉพาะเว็บไซด์จำนวนมาก, การพิมพ์งานต่างๆ รวมไปถึงการที่ยังรู้สึกถึงขนาดที่ใหญ่ และความหนักของตัวเครื่องบ้าง นอกจากนี้ ยังรู้สึกไม่ดี ว่าทำไมต้องควบคุมโปรแกรม หรือ apps ที่เธออยากจะติดตั้งในเครื่องของเธอด้วย

นักข่าวสาวคนนี้ เฝ้าคอยทางเลือกอื่นๆ เธอเป็นแฟน Windows คุ้นเคยและอยู่กับ Windows มานาน และใช้มือถือที่ใช้ Windows Mobile มาตั้งแต่แรก จนสุดท้ายได้มาลองใช้งานมือถือ Samsung Galaxy S ก็รู้สึกชอบ และอยากได้อะไรที่เหมือนเดิมแต่มีขนาดใหญ่ขึ้น และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้เธอตัดสินใจ เลิกใช้เครื่อง iPad และหันไปใช้เครื่อง Samsung Galaxy Tab แทน

:: ลองมาดู 10 เหตุผล ที่เปลี่ยนไปใช้ Galaxy Tab และเลิกใช้ iPad ของนักข่าวสาวคนนี้กัน ::

เหตุผลที่ 1 – ขนาดของตัวเครื่อง (Size)



เธอบอกว่า ความจริงแล้วเธอชอบขนาดของตัวเครื่อง iPad ตอนที่ซื้อมาครั้งแรก เพราะว่าในเวลานั้น มันเป็น tablet ที่มีขนาดเล็กกว่า และเบากว่า เมื่อเทียบกับ tablet ที่เคยมีมาในอดีต

แม้ว่าจะเล็กกว่า และเบากว่า notebook หรือ netbook แต่ขนาดของตัวเครื่อง iPad ก็ยังมีขนาดใหญ่เกินกว่า กระเป๋าพกพาปกติทั่วๆ ไป (โดยเฉพาะกระเป๋าของสุภาพสตรีส่วนใหญ่) และลืมไปได้เลย หากต้องการจะพก iPad ไว้ในกระเป๋าเสื้อสูท, หรือ กระเป๋ากางเกง หรือการถือเครื่อง iPad ไว้ใช้งานด้วยมือข้างเดียว เว้นแต่คุณจะตัวโตใหญ่มาก

Steve Jobs เคยประกาศว่า “เครื่อง tablet ขนาด 7 นิ้ว จะตายตั้งแต่ออก (dead on arrival)” เขาอาจจะคิดว่า เครื่องใหญ่กว่า จะดีกว่า แต่นักข่าวสาวคนนี้ไม่เห็นด้วย

เครื่อง Galaxy Tab มีขนาด 7.48 x 4.74 นิ้ว (เกือบจะครึ่งหนึ่งของเครื่อง iPad ที่ขนาด 9.56 x 7.47 นิ้ว) มีขนาดที่เหมาะพอดีที่จะถือทำงานด้วยมือข้างเดียว หรือการพกไว้ในกระเป๋าถือที่ไม่ใหญ่นัก หรือกระเป๋าเสื้อสูท หรือกระเป๋ากางเกงที่ใหญ่อีกนิด

เหตุผลที่ 2 – น้ำหนักของตัวเครื่อง (Weight)



เครื่อง iPad มีน้ำหนักประมาณ 730 กรัม (7ขีดกว่าๆ) ดูเบาไปเลย เมื่อเทียบกับเครื่อง tablet ในอดีตที่ใหญ่ และหนักกว่ามาก .. แต่หากคุณถือเครื่อง iPad ไว้ใช้งานสักพักหนึ่ง คุณจะพบว่า คุณเมื่อยมาก เช่นเวลาที่คุณอ่านหนังสือ หรืออ่านบทความยาวๆ หรือเวลาที่พกไปไหนมาไหน ก็ทำให้กระเป๋าคุณหนักขึ้นอีกพอสมควร

หากเทียบกับเครื่อง Galaxy Tab ซึ่งมีน้ำหนักแค่ประมาณ 380 กรัมเท่านั้น (เกือบครึ่งของ iPad) ทำให้เครื่อง iPad ดูหนักไปถนัดตาทีเดียว .. ทำให้มีบางกระแสข่าวบอกว่า เครื่อง iPad ขนาด 7 นิ้ว น่าจะหนักประมาณ 500 กรัมเท่านั้น

แต่บางคนอาจจะคิดว่า ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร แต่สำหรับผู้หญิงแล้ว ความใหญ่ และความหนัก ก็เป็นประเด็นที่สำคัญอยู่พอสมควร

เหตุผลที่ 3 – ขยายพื้นที่เก็บข้อมูลได้ (Expandable storage)



สิ่งหนึ่งที่ iPad ถูกบ่นกันมาก ก็คือ ไม่สามารถเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลได้ เพราะไม่มีช่องสำหรับเสียบการ์ดเพิ่มเติมใดๆ

เธอไม่ชอบวิธีที่ Apple ทำ คือ Apple ไม่ต้องการที่จะให้เราไปซื้อการ์ด SD หรือ microSD เพื่อจะขยายพื้นที่เก็บข้อมูล แต่ Apple ต้องการให้เราซื้อเครื่อง iPad ใหม่ที่มีพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น

เครื่อง Galaxy Tab มีช่องเสียบการ์ด microSD ซึ่งรองรับการ์ดได้ถึงความจุ 32 GB และช่องใส่การ์ด ก็สะดวกมาก เพราะว่าอยู่ด้านข้างตัวเครื่อง

เหตุผลที่ 4 – เครือข่ายที่รองรับ (choice of 3G carriers)



สำหรับที่อเมริกานั้น เครื่อง iPad ใช้งานได้กับบางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ซึ่งยังไม่รองรับเครือข่าย CDMA/EVDO ของ Verizon และ Sprint
แต่สำหรับเครื่อง Galaxy Tab นั้น สามารถใช้ได้กับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือหลักๆ ได้ทั้งหมด

เหตุผลที่ 5 – ระบบ Bluetooth ที่ดีกว่า (Better Bluetooth)



เครื่อง iPad มาพร้อมการรองรับ Bluetooth 2.1 ในขณะที่ Galaxy Tab มาพร้อมกับการรองรับ Bluetooth 3.0 ซึ่งทำงานได้เร็วกว่า รองรับถึง 24 MB ต่อวินาที
(หาก Bluetooth 2.1 + EDR support จะรองรับได้แค่ประมาณ 3 MB ต่อวินาทีเท่านั้น)

เหตุผลที่ 6 – กล้องถ่ายรูป 2 กล้อง (Two cameras)



เครื่อง iPad ไม่มีกล้องถ่ายรูปใดๆ ซึ่งความจริงแล้วเธอก็ไม่ค่อยสนใจอะไรนักกับกล้องด้านหลังสำหรับถ่ายรูป เพราะว่าการถ่ายรูปจากโทรศัพท์มือถือ ก็สะดวกกว่ามากนัก เทียบกับการยกเครื่อง iPad ขนาด 10 นิ้วขึ้นมา เพื่อจะถ่ายรูป
แต่จากขนาดและรูปร่างของเครื่อง iPad แล้ว น่าจะเหมาะกับการคุยกันแบบภาพเคลื่อนไหว (video conference) ซึ่งจะต้องมีกล้องด้านหน้า

เครื่อง Galaxy Tab มีกล้องถ่ายรูป 2 กล้อง กล้องด้านหลังความละเอียด 3.2 MP และกล้องด้านหน้าความละเอียด 1.3 MP ซึ่งเครื่อง Galaxy Tab มีขนาดเล็กกว่า iPad เกือบครึ่งหนึ่ง ทำให้การยกเครื่องขึ้นมา เพื่อใช้กล้องด้านหลังถ่ายรูป ก็ดูไม่แปลกอะไรมากนัก เมื่อเทียบกับยก iPad ขนาด 10 นิ้วขึ้นมาถ่ายรูป

เหตุผลที่ 7 – การใช้งาน Flash (Adobe’s Flash)



Steve Jobs พูดอย่างชัดเจนว่า เขาเกลียด Adobe Flash และจะไม่ใส่มันลงไปใน iPhone หรือ iPad

นักข่าวสาวคนนี้บอกว่า เธอไม่ใช่แฟนคลับอะไรมากมายนักกับ Adobe แต่เธอก็พบว่า มีเว็บไซด์ และโปรแกรมใช้งานมากมายในโลกนี้ ที่ใช้งาน Flash อยู่ และการใช้งานอินเตอร์เน๊ต บนเครื่อง iPad ที่ไม่มี Flash ดูช่างเป็นประสบการณ์ที่แย่เอาเสียจริงๆ

เครื่อง Galaxy Tab มาพร้อมการรองรับ Flash Player 10.1 ซึ่งทำให้เราดูเว็บไซด์ หรือใช้งานอินเตอร์เน๊ต ที่มี Flash ได้ แม้ว่าอาจจะช้าไปบ้าง (หากใช้งานผ่านมือถือ) แต่ก็ยังดีกว่า เปิดดู หรือเรียกใช้งาน Flash ไม่ได้เลย

เหตุผลที่ 8 – การพิมพ์ข้อความแบบ Swype (Swype)



เครื่อง iPad นั้นใหญ่เกินไปที่จะถือด้วยมือข้างเดียว แล้วใช้นิ้วโป้ว พิมพ์ข้อความต่างๆ (thumb typing) โดยใช้งานได้แค่ใช้นิ้วจิ้มทีละตัวอักษร (touch typing) ซึ่งจะทำให้เกิดความผิดพลาด และช้าด้วย

เครื่อง Galaxy Tab (หรือ Galaxy S หรือมือถือ Android ส่วนใหญ่) มาพร้อมกับการพิมพ์ข้อความแบบ Swype
การพิมพ์ข้อความแบบ Swype ก็คือ การพิมพ์คำใดๆ โดยไม่ต้องยกนิ้วขึ้นจิ้มทีละตัว แค่ลากไปตามคีย์บอร์ด และไม่ต้องกดปุ่มเว้นวรรคด้วย
ลองดูวิธีการพิมพ์ข้อความแบบ Swype ที่วิดีโอนี้



ถ้าเราไม่เคยใช้ เราอาจจะคิดว่า ยาก และเป็นไปได้อย่างไร แต่เธอบอกว่า ภายในสัปดาห์แรกที่เรียนรู้วิธีใช้ เธอสามารถพิมพ์ได้เร็วมากกว่า 50 คำต่อนาที บนมือถือ!
นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือว่า Apple จะจับ การพิมพ์ข้อความแบบ Swype นี้ลงไว้ในเครื่อง iPhone/iPad แต่เราก็ยังไม่เห็น

หรือถ้าเราชอบการพิมพ์แบบจิ้ม ความจริงเครื่อง Galaxy Tab ก็ทำได้ดีกว่าเครื่อง iPad อย่างเช่น บน iPad หากเราต้องการพิมพ์ตัวอักษรที่ต้องยกแคร่ เราก็ต้องกดปุ่ม Shift แล้วก็ปุ่มตัวอักษร แต่สำหรับบน Galaxy Tab เราแค่จิ้มลงไปบนตัวอักษรนั้น แล้วค้างเอาไว้ ก็จะเป็นอีกตัวอักษรหนึ่ง, หรือจะพิมพ์ตัวเลข บน iPad ก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบคีย์บอร์ดไปเรื่อยๆ แต่บน Galaxy Tab ก็แค่จิ้มค้างไว้

การที่ต้องเปลี่ยนคีย์บอร์ดไปๆ มาๆ บนเครื่อง iPad หลายครั้งก็สร้างความมึนได้เหมือนกัน

เหตุผลที่ 9 – แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาว ไม่เลวร้ายนัก (Comparable battery life)



สิ่งหนึ่งที่เธอ และทุกคนชอบเครื่อง iPad ก็คือ แบตเตอรี่ ใช้งานได้ยาวนานมาก ประมาณ 10 ชั่วโมง เมื่อเทียบกับอุปกรณ์อิเลคทรอนิคพกพาอื่นๆ ก็ถือว่า iPad ทำได้ดีมากทีเดียว

เวลาที่เราฟังการสาธิตเครื่อง tablet หลายยี่ห้อ ก็รู้สึกว่า ดีมากจริงๆ จนมารู้สึกแย่ เมื่อมาถึงประโยคที่ว่า “เครื่องเราใช้งานได้ 4 ชั่วโมง”
เธอต้องการเครื่อง tablet ที่พอจะใช้งานได้ใกล้เคียงกับเครื่อง iPad หรืออย่างน้อยสามารถรองรับการใช้งานทั่วๆ ไปได้ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องชาร์ตไฟ

แม้ว่าแบตเตอรี่เครื่อง Galaxy Tab จะใช้งานได้สั้นกว่าเครื่อง iPad แต่ก็ไม่ต่างกัน แบบเลวร้ายอะไรมากนัก เครื่อง Galaxy Tab เปิดดูวิดีโอได้ประมาณ 7 ชั่วโมง หรือหากใช้งานไม่หนักมาก ก็ใช้ได้ยาวนานกว่านั้น (เทียบกับการเปิดดูวิดีโอบนเครื่อง iPad อย่างต่อเนื่องได้ประมาณ 8 ชั่วโมง)

เครื่อง Galaxy Tab สามารถชาร์ตไฟได้ผ่านทางพอร์ต USB แต่จุดอ่อนก็ยังเหมือนเครื่อง iPad ก็คือ สายเชื่อมต่อ ต้องเป็นสายเฉพาะเท่านั้น ไม่เหมือนมือถือ Galaxy S ที่มาพร้อมพอร์ต mini USB

เหตุผลที่ 10 – อิสรภาพ (Freedom)




สิ่งที่เธอชอบมาก สำหรับเครื่อง Galaxy Tab ก็คือ เธอรู้สึกมีอิสรภาพในการติดตั้งโปรแกรมใดๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องผ่านการ “อนุมัติ” จากผู้ผลิตตัวเครื่อง

หลายคนที่อึดอัด กับ “การอยู่ภายใต้ นิ้วโป้งของ Apple” ที่กดลงมาบนเรา คงจะรู้สึกดีกับเครื่อง Galaxy Tab ที่ให้อิสรภาพกับเรา ในการเลือกใช้งานโปรแกรม หรือ apps ใดๆ ก็ตาม
รู้สึกมีเสรีภาพ มีอิสรภาพ กับการลงโปรแกรมใดๆ บนเครื่องของเรา ที่ไม่ต้องผ่านการ “อนุมัติ” จากผู้ผลิตมือถือ

แม้ว่าเราจะสามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้จาก Android Market แต่นั่นไม่ใช่วิธีเดียวที่เราถูกจำกัดให้ทำได้

และถึงแม้จะมีผู้จำหน่าย Galaxy Tab บางราย อาจจะล๊อกตัวเครื่องไว้ หรือใส่ซอฟต์แวร์อะไรบางอย่าง เพื่อจะควบคุมเราไว้ แต่โปรแกรมง่ายๆ อย่าง “z4root” ก็ทำให้เราเข้าถึง root บน Galaxy Tab ได้ง่ายนิดเดียว

โดยสรุป

เครื่อง iPad นั้น ออกแบบ และทำมาได้ดีมากแล้ว แต่ก็ยังขาดอีกหลายสิ่งที่ควรจะมีอยู่ อย่างเช่น การขยายพื้นที่เก็บข้อมูล, การรองรับการพิมพ์ที่เร็วขึ้น, ขนาดที่หนักและพกพาไม่ค่อยสะดวก, การถือใช้งานด้วยมือข้างเดียวนานๆ เป็นไปไม่ได้, การใช้งาน Flash ไม่ได้, การใช้งาน video conference ไม่ได้ และอื่นๆ แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา เครื่อง Galaxy Tab ทำได้

แน่นอน เครื่อง iPad รุ่นถัดไป อาจจะเพิ่มความสามารถหลายอย่างเข้าไป แต่แน่ใจได้เลยว่า จะมีอีกหลายอย่างที่ไม่มีทางที่เครื่อง iPad จะมี อย่างเช่น การรองรับการ์ด เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูล, อิสรภาพในการติดตั้งโปรแกรมใดๆ, หรือแม้กระทั่ง Flash

สิ่งที่พูดมา เธอบอกว่า อาจจะไม่สำคัญสำหรับบางคน แต่ก็สำคัญและมีน้ำหนักพอที่เธอจะเลิกใช้ iPad และเปลี่ยนไปใช้ Galaxy Tab แทน

.. เอาวิดีโอ Samsung Galaxy Tab มาให้ดูอีกที ..



Credit : www.youtube.com & www.7boot.com

ทำไมท้องฟ้าถึงสีฟ้า?

0 ความคิดเห็น


ท้องฟ้าเป็นสีฟ้านั้นเกิดจากการกระเจิงแสงของโมเลกุลในชั้นบรรยากาศของโลก โดยเมื่อแสงขาวจากแสงแดดผ่านเข้ามายังชั้นบรรยากาศของโลกจะกระทบกับโมเลกุลแก๊ส และเกิดการกระเจิงแสงของโมเลกุล

เมื่อลำแสงจากดวงอาทิตย์ ผ่านบรรยากาศเข้ามาตรงศีรษะ หรือเกือบตรงศีรษะ แสงที่เดิมทีเป็นสีขาวก็แยกตัวออกด้วยการกระเจิงกลายเป็นมีสีฟ้ามากกว่าสีอื่นๆ เพราะโมเลกุลของก๊าซในบรรยากาศของเราจะกระเจิงแสงสีฟ้าได้ดีกว่า โดยเฉพาะโมเลกุลของก๊าซอ๊อกซิเจน และไนโตรเจน จะกระเจิงแสงสีฟ้าได้ดีกว่าสีแดงที่มีความยาวคลื่นมากกว่าสีฟ้า แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าจะกระเจิง (Scattering) ได้ดีในชั้นบรรยากาศ

สียิ่งมีความยาวคลื่นสั้นก็ยิ่งจะกระเจิงแสงได้ดี และแสงสีฟ้านี่เองกระเจิงได้มากถึง 10 เท่าของสีแดง และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมท้องจึงเป็นสีฟ้า

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแสงสีม่วงจะกระเจิงได้ดีกว่าแสงสีฟ้าถึง 16 เท่า แต่เรตินาของคนเรา มีประสาทรับแสงที่ไวต่อแสงสีฟ้ามากกว่าสีม่วง ทำให้เรามองไม่ค่อยเห็นส่วนที่เป็นสีม่วง แต่จะเห็นสีฟ้ามากกว่าในเวลากลางวัน

ถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยด้วยว่า แล้วในเวลาเย็นท้องฟ้าถึงเปลี่ยนสีกลายเป็นสีส้มๆ แดงๆ

นั่นเป็นเพราะในเวลาเย็นหรือเช้า แสงจะเข้ามาเฉียงๆ เป็นมุมทแยงกับพื้นโลก และต้องผ่านบรรยากาศหนาขึ้นมากกว่าเวลาที่พระอาทิตย์ตรงศีรษะ และกว่าจะเดินทางถึงตาเรา แสงสีฟ้าส่วนใหญ่จะกระเจิงออกไปหมด ส่วนหนึ่งจะหายไปในอวกาศ ทำให้แสงที่เหลือ ซึ่งเป็นพวกสีส้มสีแดงมีอิทธิพลมากขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อเวลาเย็นลง ท้องฟ้าก็จะเริ่มเปลี่ยนสีไปทางสีส้มมากขึ้น

โอว...ว้าว เห็นปรากฏการณ์ในธรรมชาติอย่างนี้ ผู้อ่านที่รักจะรู้สึกทึ่งเหมือนกับถามตอบรอบโลกบ้างไหมกับความน่าอัศจรรย์ของโลก?

Credit : www.manager.co.th
CosZ MosS : ตอนแรกนึกว่าสีของน้ำสะท้อนขึ้นเพดานโลก = =

อุกาบาตอาจจะชนโลก 2036

0 ความคิดเห็น


ภาพด้านบนเป็นเส้นทางโคจรของดาวเคราะน้อย( บางครั้งก็เรียกดาวหาง) Apophis มีขนาดใหญ่ประมาณ 300 หลา ที่จะโคจรมาใกล้โลกมากที่สุดในเดือนเมษายน ปี 2029 ซึ่งมันจะมีวงโคจรมาอีกครั้งในวันที่ 13 เมษายน ปี 2036


ต้องรอจนกว่า การเฉียดเข้าใกล้โลกในปี 2029 มาถึง นักวิทยาศาสตร์จึงจะคำนวน ได้ว่า แรงดึงดูดของโลก จะมีผลให้ เจ้าดาวหางหรือดาวเคราะน้อย ดังกล่าว มีโอกาสจะพุ่งชนโลก ในปี 2036 หรือไม่ ซึ่งเราจะมีเวลาเตรียมการรับมือ 7 ปี



Donald Yeomans หัวหน้าศูนย์ติดตามวัตถุใกล้โลกของนาซ่า เผยว่า " สถานการณ์นั้นต้องดูที่วันที่ 13 เดือนเมษายน ปี 2029 , Apophis จะโฉบมาใกล้โลกมาก ในระยะห้ารัศมีของโลก( radius) "


ศาตราจารย์ Leonid Sokolov แห่งมหาวิทยาลัยSt Petersburg กล่าวว่า " Apophis จะห่างจากโลกราว 37,000-38,000 กิโลเมตร เท่านั้น ในเดือนเมษายน 2029 "


" การปะทะกันมีโอกาสเกิดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน ปี 2036 ภาระกิจของเราคือ การพิจารณาให้หลากหลายออกไป "


อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า Apophis จะพุ่งเข้าหาโลกด้วยความเร็ว 23,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะมีผู้เสียชีวิตราว 2,036 ล้านคน หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น


หวังว่า แรงดึงดูดของโลก จะไม่ส่งผลให้ Apophis ที่เฉียดเข้าใกล้โลกในปี 2029 เปลี่ยนแนวโคจร มุ่งเข้าหาโลก ในอีก 7 ปีต่อมา


จากเวปไซต์ ของนาซ่า ผู้แปลล สำนักข่าว อเดมี่ เดอะ คอป

Credit : www.ladysquare.com

Binary stars system

0 ความคิดเห็น


พอดี เล่นเกมส์ Spore แล้วเจอ



ก็เลยสงสัย เลยหาข้อมูลให้เพื่อนอ่านกัน



ด้วยลักษณะ ดาว 2 ดวง มีตำแหน่งอยู่ใกล้เคียงกัน โดยการมองจากพื้นโลก
หรือคล้ายซ้อนเลื่อม บดบังกัน แต่ความจริงแต่ละดวงมีระยะ ทางห่างกันมาก

ทางทฤษฎีเกิดจาก แรงดึงดูดที่มีความเพียงพอซึ่งกันและกัน ของดาวทั้งสอง
จึงผูกมัดทำให้เกิดวงโคจรต่อกัน เป็นระบบ เรียกว่า Binary stars system
ดาวจะหมุนล้อมกันเป็นจังหวะ คล้ายเป็นตุ้มถ่วง สามารถคำนวณหาระยะเวลา
ตำแหน่งของวงโคจรได้

กรณีดาวทั้งสองดาว มีจังหวะโคจรมาซ้อนทับสนิทกัน มองระยะใกล้จากโลก
ทำให้เห็นเหมือนดาวเป็นดวงเดียวกัน เรียก Optical Doubles ซึ่งทั้งสองกรณี
บางครั้งเรียกว่า Double stars ซึ่งเป็นการเรียกด้วยลักษณะมองจากพื้นโลก

เมื่อสังเกตจากโลก ไม่ว่าด้วยกล้องดาราศาสตร์ชนิดใดๆก็ตาม ไม่สามารถเห็น
การแบ่งแยกออกของดาวทั้ง 2 ดวง เรียกว่า Spectroscopic Binary (ระบบดาว
คู่ที่ต้องใช้กล้องวิเคราะห์ค่าการแยกสี)

แสงกลุ่มดาวประเภทนี้มีความสวยงาม เช่น ขาวใสมีขอบ อมสีม่วง, สีเหลือง
บางๆขอบ อมสีโกเมน, สีส้มอมสีน้ำเงิน, สีชมพูดอกกุหลาบอมสีแดงเข้ม
เป็นต้น การใช้กล้องดูดาวจะมองเห็นความผันแปรของแสง สีเหลือง สีขาว
มากกว่า 10 เฉด

ปัจจุบันมีข้อมูลทางดาราศาสตร์ประมาณ 102,000 ดวง ใน The Washington
Double star catalog (WDS)


Credit : www.youtube.com & www.sunflowercosmos.org
CosZ MosS : อยากให้ทุกคนมาเล่นเกมส์ Spore จะได้รู้ถึงความกว้างใหญ่ของ จักรวาล

ดวงจันทร์เกิดขึ้นได้อย่างไร?

0 ความคิดเห็น


เชื่อกันว่า ทั้งโลกและดวงจันทร์มีอายุพอ ๆ กัน คือราว 4,600 ล้านปี

ทฤษฎีการกำเนิดดวงจันทร์นั้นมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดเห็นต่าง ๆ ไป แต่ที่เชื่อถือกันเป็นส่วนมากก็คือทฤษฎีที่ว่าดวงจันทร์เกิดจากโลก

ทฤษฎีนี้เชื่อว่า เมื่อสี่พันหกร้อยล้านปีมาแล้ว ตอนที่โลกถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ ๆ ในจักรวาลจะมีทั้งดาวเคราะห์น้อยและดาวหางต่างก็โคจรไปตามอัธยาศัย แล้วบ้างก็พุ่งเข้าชนโลก จนทำให้เกิดเป็นหลุมลักษณะอย่างปากปล่องภูเขาไฟ และฝุ่นละอองที่เกิดจากพื้นผิวโลกถูกชนก็ฟุ้งกระจาย กลายเป็นวงแหวนฝุ่นลอยอยู่ในบรรยากาศรอบโลก (อ่านแล้วทำให้นึกถึงวงแหวนของดาวเสาร์เนอะ)

วงแหวนฝุ่นเหล่านี้ค่อย ๆ รวมตัวกันเข้าจนในที่สุดก็กลายเป็นก้อนกลม ๆ หมุนอยู่รอบโลก อย่างที่เรียกว่าดวงจันทร์นี่แหละ



ตัวอย่างของทฤษฎีอื่น ๆ ที่มีข้อขัดแย้งมากจนไม่มีคนยอมรับกัน ก็เช่นทฤษฎีหนึ่งที่ว่าโลกกับดวงจันทร์เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน แล้วก็ล่องลอยอยู่ในระยะที่ไม่ห่างไกลกันนักหมุนรอบดวงอาทิตย์ตามกันไป จนกระทั่งนาน ๆ เข้า ด้วยความที่โลกที่มีขนาดใหญ่กว่ามีแรงโน้มถ่วงมากกว่า จึงมีแรงดึงดูดมากกว่าก็เลยค่อย ๆ ดึงดูดทีละน้อย ๆ ดึงเอาดวงจันทร์เข้ามาอยู่ในรัศมีแรงดึงดูด จนมาหมุนรอบโลกอย่างที่เห็น

ข้อขัดแย้งที่ทำให้ต้องหมดความเชื่อถือทฤษฎีนี้ก็คือ เหตุผลในการที่ดวงจันทร์จะถูกดึงให้มาหมุนรอบโลกนั้น ดูออกจะอ่อนด้อยอยู่สักหน่อย เพราะโลกกับดวงจันทร์มีขนาดไม่แตกต่างกันมากพอที่น่าจะกระทำเช่นที่ว่านี้ได้ (คนเลยไม่เชื่อ)

จนถึงทุกวันนี้ มีมนุษย์เคยขึ้นไปเดินเหยียบย่ำพื้นผิวดวงจันทร์ และเก็บหินดินฝุ่นดวงจันทร์กลับมาวิจัยกันอย่างน้อยก็ 12 คนแล้ว โดยสองคนแรกเป็นมนุษย์อวกาศชาวอเมริกันชื่อ นีล อาร์มสตรอง กับ บัซซ์ อัลดริน ใน “ปฏิบัติการอพอลโล 11” เมื่อปี 2512

Credit : www.youtube.com & learners.in.th

โลกเราเล็กเท่าเม็ดทรายในอวกาศ

0 ความคิดเห็น

ดูแล้วรู้สึกว่า เราก็เหมือนว่าโลกเราเล็กเหมือนเม็ดทรายเลย ทรายเล็กๆที่อยู่ในอวกาศ เราก็คงเป็นอะตอมเท่านั้นเอง ไม่พอจัยไปดูอีกอัน พอดีว่างแล้วดันเจอ



ไม่พอใจอักสักอัน = ="



มนุษย์ที่สำคัญตนว่า ยิ่งใหญ่นั้น แท้ที่จริงแล้ว เราเล็กยิ่งกว่าฝุ่นผงในจักรวาล จากความรู้ที่ผมเคยรู้มานิดหน่อย หากเปรียบโลกเราเท่า 1 เหรียญบาท ดวงอาทิตย์จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ เหรียญบาท 108 เหรียญ แต่หากเทียบกับดาว ปาริชาต ที่เราเห็นได้โดยง่ายด้วยตาเปล่า ซึ่งเทียบกับเหรียญบาทได้
3 หมื่นกว่าเหรียญ ซึ่งดวงอาทิตย์ที่เราว่าใหญ่ ก็ยังเทียบไม่ได้กับดาวอื่นๆในจักรวาลเลยแม้แต่นิด นี่ยังไม่รวมถึงดาวขนาดที่ใหญ่กว่านี้อีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งในกาแลคซี่ทางช้างเผือกที่เราอยู่นั้น มีดาวหลายล้านดวง และล่าสุด นักดาราศาสตร์ค้นพบ จากการส่องกล้องไปในพื้นที่เล็กๆเพียงจุดเดียวในท้องฟ้า ดัง VDO ข้างต้น เรายังพบกาแลคซี่อีกหลายร้อยแกแลคซี่ และยังไม่รวมถึงแกแลคซี่ที่ยังไม่พบ โดยที่เรายังมองไปไม่ถึงอีกนับไม่ถ้วน หลายล้านแกแลคซี่ หากเทียบโลกเรากับจักรวาลแล้ว เรานี่เล็กยิ่งกว่าฝุ่นผงของจักรวาล

แต่เป็นที่น่าประหลาดใจยิ่ง ว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ไม่เคยขัดกับหลักของพระพุทธเจ้าเลย อย่างกับว่าพระพุทธเจ้าเคยเข้าใจมาแล้วอย่างถ่องแท้ ทั้งเรื่องตัวตนของเรา จิตใจ วิญญาณ ธรรมชาติ การเกิดการตาย สรรพสัตว์ ธรรมชาติ และจักรวาล เพราะแท้จริงแล้ว ธรรมะ แปลง่ายๆว่า ธรรมชาติ เข้าใจถึงแก่นแท้แห่งธรรมชาติ ซึ่งไม่มีใครหนีพ้น และนักวิทยาศาสตร์ ยิ่งค้นพบยิ่งยอมรับมันอย่างน่าประหลาด อย่างผมเคยศึกษา ทั้ง ไอสไตล์ ก็พูดถึงศาสนาพุทธ และอีกหลายต่อหลายคน สุดท้าย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ.อยุธยา ที่คิดการจอดยานบนดาวอังคาร ก็เชื่อในเรื่องจิต การนั่งสมาธิ และหลักพุทธ พูดมากเดี๋ยวจะหาว่า เพ้อเจ้อ แต่อยากบอกว่า หากเราเข้าใจ ตนเองและธรรมชาติอย่างแท้จริง แล้วเราจะเข้าใจธรรมะ และสอดคล้องกับ หลักการของวิทยาศาสตร์ทุกข้อ แม้กระทั่งในอนาคตได้อย่างน่าประหลาด เพราะวิทยาศาสตร์และคนเรา ไม่มีใครหนีธรรมชาติพ้น เพราะเราเป็นเพียงส่วนเล็กมากๆ แห่งธรรมชาติ



จากที่ผมเคย เปรียบเทียบขนาดของโลกเรากับดาวอื่นๆในจักรวาล ให้พอรู้กันว่า โลกเรานั้นเล็กขนาดยิ่งกว่าฝุ่นผงในระบบจักรวาล มาคราวนี้ มาเปรียบเทียบขนาดกับดาวดวงอื่นๆ ในจักรวาลอีกมากมาย ขนาดดวงอาทิตย์ที่ว่าใหญ่กว่าเรามากมายนัก ก็ยังเทียบไม่ได้กับดาวดวงอื่นๆในจักรวาล และก็มีใหญ่กว่า และใหญ่กว่าอีกมากมาย และดาว W Cepie ซึ่งใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ชนิดมองไม่เห็นดวงอาทิตย์เลยถ้าให้เทียบ และใหญ่กว่าโลกเราถึง 288,194 เท่า ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า มนุษย์เรานั้นมองเห็นแต่ตัวเอง ยึดติดแต่กิเลส ลาภยศ และถือเป็นความยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด ก็เรานั้นใช่ผู้อยู่เหนือสรรพสิ่งไม่ โดยเฉพาะธรรมชาติ เราเองนั่นแหละเล็กยิ่งกว่าฝุ่นผงของธรรมชาติ และธรรมชาตินั้นไม่ใช่มีแค่มนุษย์ แต่ยังมีสรรพสัตว์อีกมากมายนับไม่ถ้วน เราจึงควรเลิกทำลายธรรมชาติเสียที หากอยากเข้าใจเรื่องพวกนี้ กลับศึกษาธรรมะ กลับยิ่งเข้าใจ โดยไม่ได้ขัดกับหลักการณ์ของวิทยาศาสตร์เลยแม้แต่น้อย เพราะธรรมะคือธรรมชาตินั่นเอง

Credit : www.youtube.com & www.jabchai.com

มองโลกในแง่ดี ชีวิตมีความสุข

0 ความคิดเห็น


1.คนไม่ป่วยกายอายุร้อยปียังพอหาได้
แต่คนไม่ป่วยใจแม้สักนาทีแทบหาไม่ได้
ป่วยด้วยโรคอะไรก็ไม่เท่ากับป่วยเพราะโรค
"คิดแคบ มองใกล้ ใฝ่ต่ำ"
2.ชีวิตของเราคือเงาสะท้อนของวิธีการมองโลก
ถ้ามองโลก"เป็น" เราก็สามารถเห็น"ขยะเป็นทอง"แต่ถ้ามองโลก"ไม่เป็น" เราก็เห็นขยะเป็นแค่"สิ่งปฏิกูล"
3.ชนะอย่าลำพอง
แพ้อย่าหดหู่
ชีวิตมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา
ยามขึ้นจงอย่าประมาท
ยามแพ้จงให้โอกาสตัวเองได้"เริ่มต้นใหม่"4.ชีวิตขึ้นอยู่กับกฏ 3 ข้อ
4.1)ไม่แน่4.2)ไม่ได้ดั่งใจ4.3)ไม่มีอะไรสมบูรณ์
5.คนมีปัญญา ย่อมรู้ว่าคนทุกคนผิดพลาดกันได้
ผิดเกิดจากความรู้ แต่ยังฝืนทำ
พลาดเกิดจากความไม่รู้ แต่เผลอไปทำ
ผิดพลาดมีไว้แก้ไข มิใช่มีไว้แก้ตัว

6.ปัญหาของคนทั่วไปคือความ ไม่รู้ปัญหาของคนที่รู้คือ ไม่อาจห้ามใจCredit : www.jobbkk.com

พจนานุกรมฉบับวัยรุ่นขี้เกียจเรียน

0 ความคิดเห็น


> วัยรุ่นทั้งหลายเรารวมรวบความหมายไว้ที่นี่
>
>
>
> พจนานุกรมฉบับซงย้ง หมวดนักเรียนนักศึกษา
>
>
>
> [ ก ]
>
> การบ้าน - 1. วัตถุอย่างหนึ่ง มีคุณสมบัติทางกายภาพคล้ายไวน์
>
> ต้องหมักบ่มไว้เป็นสัปดาห์ จนเย็นวันสุดท้าย (ก่อนส่ง)
>
> จึงค่อยหยิบขึ้นมาทำ จะได้รสชาติซาบซ่านดีแท้
>
> (คำเตือน : ห้ามหมักบ่มเกิน 3 วิชา มิฉะนั้นคืนก่อนส่ง อาจมีอาการตาค้าง ไม่
> ต้องนอนทั้งคืน)
>
> 2. สิ่งที่มักค้นไม่เจอในกระเป๋า ตอนวันส่ง
>
>
>
> กรำ - (ภาษาวัยรุ่น) คำอุทาน เวลาค้นกระเป๋าจนทั่ว แต่เจือกหาสมุดการบ้านไม่
> เจอ
>
>
>
> เกมส์ - วัตถุอย่างหนึ่ง สำคัญกว่าการบ้าน 800 ล้านเท่า
>
> ได้มาปุ๊บต้องเล่นทันที มิฉะนั้นจะทำให้ฟุ้งซ่าน ลงแดง
>
> บางรายอาจมีอาการคลุ้มคลั่งแทรกซ้อน
>
> ควรปรึกษาอาเจ้ร้านเกมส์แถวบ้านท่านอย่างเร่งด่วน
>
> (คำเตือน : ยังไงก็แบ่งเวลาให้เป็นแล้วกันนะน้อง)
>
>
>
> กิ๊ก - วัตถุไวไฟ ไม่ควรนำมาใกล้กับแฟน............ทางที่ดีไม่มีจะดีกว่านะ
> เฟ่ย ไอ้น้อง
>
>
>
> การ์ตูน
>
> 1. หนังสืออ่านนอกเวลา อาจอ่านได้เป็นบางโอกาสเวลาที่ครูหันไปเขียนกระดาน
>
> 2. หนังสือที่มีชั้นวางเป็นอย่างดี ในขณะที่หนังสือเรียนถูกเก็บในลิ้นชัก....
>
> 3. ผลงานเชิดหน้าชูตา (งามหน้า) แห่งปี ของกระทรวง
>
> อะเด่อ....ได้เสียงชื่นชมจากผู้ปกครองไปเยอะล่ะเซ่
>
>
>
> กวดวิชา - ข้ออ้างแม่ไปเที่ยวสยาม
>
>
>
> [ ข ]
>
> ขึ้นเขียง - การเดินเข้าสอบอย่างมาดมั่น โดยไม่มีหนังสือซักตัวอยู่ในหัวเลย
>
>
>
> ข้างๆ - โอกาสสุดท้าย ก่อนขึ้นเขียง ..........เอ้า หันไปดูซะ
>
>
>
> ขึ้นเขียงชัวร์ อาการเมื่อคน 'ข้างๆ' ...มันเจือกไม่มีอะไรในหัวมาเหมือนกัน
>
>
>
> ไข่ - สัญลักษณ์แห่งผู้กล้า มักปรากฏที่หัวมุมข้อสอบ
>
> ของไอ้พวกหันไปดู 'ข้างๆ' แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ
>
> ใครได้มาครอบครองจะมีอำนาจพิเศษ....
>
> สามารถออกห้องสอบได้ทุกเมื่อ
>
>
>
> เขียม - เก็บออม ใช้เงินประหยัด .....
>
> แต่จะดีมาก ถ้าเอ็งไม่เอาไปเล่นปังย่า = ='
>
>
>
> [ค]
>
> เคมี (หรรษา) - 1 ใน 3 วิชาแสนสนุกของสายวิทย์
>
> (ฟิสิกส์แสนสนุก เคมีหรรษา และชีวะฮาเฮ) ABC ขั้นสูง
>
> สอนให้เรารู้ว่าบางที Na ไม่จำเป็นต้องอ่านว่า นา เสมอไป
>
> (สถานีต่อไป.............โซเดียม โซเดียม = =' )
>
>
>
> เคมีอาจารย์อุ๊
>
> 1. เสียไป 2500 เพื่อไปนั่งดูทีวี - -'
>
> 2. วันไหนคุณเข้าธนาคารกรุงไทย (หรืออะไรซักอย่างเนี่ยแหละ)
>
> แล้วเจอคิวยาวถึงหน้าประตู ไม่ต้องแปลกใจน่ะขรับ
>
>
>
> คอร์สเอนท์
>
> 1. เสียไป 7500 เพื่อไปนั่งตูดบานฟังคนใบ้หวย (เก็งข้อสอบ) ตั้งแต่เช้าจรด
> เย็น
>
> 2. ปีไหนตรงก็ดังกันไป ปีไหนไม่ตรงก็ ..... 'อ๋อ ปีนี้มันเปลี่ยนแนวออกครับ
> น้อง'
>
> 3. บางคนคิดว่า แค่ไปเรียนคอร์สเอนท์แล้วจะเอ็นติด .....
>
> ถ้าเอ็งไม่กลับมาทบทวนแล้วมันจะติดมั้ยยย
>
> (จะปลูกต้นไม้ให้งาม ใส่ปุ๋ยอย่างเดียวมันไม่เข้าหรอก ต้องขยันพรวนดินด้วย
> เฟ่ย)
>
>
>
> คาราโอเกะ
>
> 1. เสีย 10 บาทเพื่อไปนั่งฟังเพื่อนสวดมนต์ในตู้แคบๆ (...บางคนเรอให้ฟังก็มี)
>
> 2. วิชาภาคบังคับของกระทรวง เห็นเด็กนักเรียนต้องไปสอบกันทุกวัน
>
>
>
> [ ง ]
>
> ง. - ถูกทุกข้อ...............(...ตัวช่วยสุดท้ายสำหรับพวกหัวกลวงมาสอบ)
>
>
>
> งับๆ - ภาษาวัยรุ่น (...หรือพวกที่พยายามคิดว่าตัวเองยังเป็นอยู่)
>
> นิยมใช้การแช็ท เล่นเอ็ม เพื่อแสดงความน่ารักน่าสมเพศ เอ้ย... เอ็นดู
>
> คาดว่าชาติก่อนมันคงเกิดปลาคาร์ปกัน
>
>
>
> ง้าบบ - การลากเสียงเพื่อแสดงมารยาสาไถย นัยว่าทำให้ดูน่ารักยิ่งขึ้น (เห้ๆ)
>
> กรุณาอย่าใช้บ่อยจนเกินเหตุอาจทำให้ผู้อ่าน หรือผู้ฟัง
>
> เกิดความเอ็นดู จนต้องหาอะไรไปตบปาก
>
>
>
> งุงิๆ - ...........เฮ่ยย เลิก 'งุงิ' ได้แล้ว ...............ฟังแล้วตรูงุงิ
> เฟ่ย
>
>
>
> งืม งืม - ............เออ เอาเข้าไป...= ='
>
>
>
> เงิน - สิ่งที่พ่อแม่ให้มาซื้อข้าว แต่เห็นชอบเอาฝากไว้กับป้าร้านเกมส์กันจ๊างง
>
>
>
> [ จ ]
>
> จ. - ไม่มีข้อถูก ............. (อ๊ากกกก!!!! แล้วทีนี้ตรูจะมั่วอันไหนดีฟะ
> เนี่ย )
>
> ((อันนี้ก็ช่วยไม่ได้เน่อ โยนหัวก้อยกันเองระหว่าง ง กับ จ ))
>
>
>
> จุฬา - (เชื่อว่า)เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ
>
> จึงทำให้มีนักเรียนจากทุกสารทิศต่างแย่งชิงกันมาเข้าที่นี่
>
>
>
> [ ฉ ]
>
> ฉ - ถูกมั่งผิดมั่ง ...(ไม่มีว้อยยย!!!!!)
>
>
>
> [ ช ]
>
> ชายเซนเตอร์ - การเรียนโดยให้เด็กเป็นศูนย์กลาง ซึ่งครูบางท่านเข้าใจผิดว่าให้
> เด็กไปอ่านเอง
>
> ทำความเข้าใจเอง.......แล้วไม่ให้เด็กมันออกข้อสอบเอง
>
> ทำเอง ตรวจเอง ไปเลยอ่ะครับ 'จารย์
>
>
>
> เช็คชื่อ - ระบบเช็คความตั้งใจเรียนของเด็ก ซึ่งได้ผลมากๆ ..................
>
> เฮ้ยวันนี้ กรูจะไปร้องเกะ ฝากมรึงเช็คด้วยนะ
>
>
>
> ชีวะ(ฮาเฮ) - 1 ใน 3 วิชาแสนสนุก สปช. ขั้นสูง
>
> วิชาที่สามารถทำให้เราเข้าใจสิ่งง่ายๆ รอบตัวเราดูยากขึ้นมามหาศาล
>
> ตัวอย่าง ...
>
> คน - Homosapien Sapien
> ข้าวหอมมะลิ - Passus Gamesus
>
> ชาวนา - Homosapien sapien de Passus Gamesus ( = = มั่วแล่ว)
>
> ปิ๊กาจู - Pigasetorian Yellosinus ........(พอแล้วว้อยย!!!!!)
>
>
>
> [ ซ ]
>
> ซ่งติง - อวัยวะอย่างหนึ่ง ทำหน้าที่คล้ายเมคอัพ ...นิยมใช้ซับหน้าคู่อริ
>
> ซกมก - ....บางคนพยายามแปลงชื่อผมเป็นซกมก .... = ='..........ผมชื่อซงย้ง โว้ย
> ยยย
>
> ซ่อม - โอกาสสุดท้ายจริงๆแล้วนะเฟ่ยย
>
>
>
> [ ด ]
>
> เดอะเบรน - คณะตลกชื่อดัง มีสัญลักษณ์เป็นรูปตาแก่หัวฟู
>
>
>
> เด็กแนว - วิถีแห่งลูกผู้ชาย(เหรอวะ??) ...หลายคนพยายามไขว่คว้าทุกวิถีทาง
>
> เพื่อให้ตัวเองได้ถูกเรียกด้วยคำนี้ หารู้ไม่ว่า วิถีแห่ง'แนว' ไร้ซึ่ง
> วิถี .....
>
> ปรมัตถ์อยู่ที่อัตตาตน (โห.. ตรูคิดได้ไงฟะเนี่ยยยย)
>
>
>
> เด็กแร็พ - มนุษย์เป็ดใส่เสื้อพ่อ
>
>
>
> [ ต ]
>
> แต่วว - อาการชนิดหนึ่ง แต่ววว มากๆ
>
> สังเกตบทสนทนาต่อไปนี้
>
> ในช่วงเวลารับประทานอาหารเช้าของครอบครัวหนึ่ง
>
>
>
> ลูก : ...แม่ครับ พ่อครับ ต่อไปนี้ ผมจะเลิกเล่นแร็คแล้วครับ
>
> พ่อแม่ : อื้มม... ดีมากลูก เข้าใจที่พ่อแม่บอกแล้วสินะ
>
> ลูก : .... ผมจะหันมาเล่นปังย่าแทน
>
> พ่อแม่ : .....เกร๊งงงง ๆ (เสียงพ่อแม่ทำช้อนหล่น)
>
> ......................แต่วววว......................
>
>
>
> [ ท ]
>
> ท่าไก่ย่าง - ท่าเต้นที่อันตรายที่สุดในโลก (เด็กอายุต่ำกว่า 18 ไม่ควรลอกเลียน
> แบบ)
>
> บางรายอาจมีอาการหัวใจวายตายได้ เต้นกันมาหลายสิบปี
>
> ขณะนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตจากท่าเต้นนี้เป็นจำนวน 1 คน
>
>
>
> [ น ]
>
> นอนหลับ - การนอนหลับที่ถูกสุขลักษณะควรกระทำในห้องเรียน
>
> และไม่ควรนอนหัวค่ำเพราะจะทำให้เสียเวลาเล่นเกมส์
>
> (ล้อเล่นจ้าา ^_^)
>
>
>
> [ พ ]
>
> พระเจ้าจอร์ช มันยอดมาก - วลีชื่อดัง มีที่มาจาก กษัตริย์แห่งประเทศมะ
> เจิ่มเจ๋ย
>
> ต้นราชวงศ์เหา อันเกรียงไกร (มีศักดิ์เป็นพ่อพระเจ้าเหา)
>
> มีชื่อเสียงในการปลูกมันสำปะหลังส่งออกทั่วโลก
>
> จนนานาอารยะต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า 'พระเจ้าจอร์ช มัน(สำปะหลัง)ยอดมาก'
>
> (คำเตือน: เด็กอายุต่ำกว่า 12 และสตรีมีครรภ์ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน
>
> มิฉะนั้นอาจมีผลต่อการบั่นทอนสติปัญญาของลูกท่านได้ )
>
> ((เวร แล้วเพิ่งจะมาเตือนเนี่ยนะ))
>
>
>
> พระเจ้าช่วยกล้วยทอด - คาดว่าลูกแม่ค้าขายกล้วยแขกเป็นคนนำมาเผยแพร่
>
> ....สวนสัตว์ดุสิตโพล สำรวจมาแล้วว่า หลังจากได้ฟังวลีนี้
>
> ทำให้ประชากรไทย 87 % มีความอยากกินกล้วยแขกขึ้นมาฉับพลัน
>
> (อ๊ากกกก พูดไปแล้ว ผมก็อยากกินว้อย)
>
>
>
> โพย - วัตถุล้ำค่า มักปรากฏในรูปของยางลบ และใบเสร็จอะไรซักอย่าง
>
> มักส่งต่อกันอย่างลับๆ ... อันตรายมากหากตกไปอยู่ในมือที่ 3
>
> (หมายเหตุ : หลังจากออกห้องสอบ วัตถุนี้กลายสภาพเป็นเศษกระดาษไปโดยปริยาย)
>
>
>
> [ ฟ ]
>
> ฟิสิกส์(แสนสนุก) - 1 ใน 3 วิชาแสนสนุก
>
> วิชาวาดเขียนขั้นสูง นึกอะไรไม่ออกให้วาดรูปไว้ก่อน
>
>
>
> [ ภ ]
>
> ภาษาไทย - เรียนมา 12 ปี ....นู๋ก้อยางเขียงม่ายเปงซักทีนะเคอะ งุงิงุงิ
>
> (หมายเหตุ(ซีเรียส) : ขอทีนะน้องๆ เอ็งจะเขียนในเมลในเสปซ พี่ไม่ว่า ...
>
> แต่อย่าเอามาใช้สื่อสารต่อหน้าสาธารณชนได้มั๊ย
>
> รู้จักกาละเทศะกันหน่อยนาา น้องเอ๋ย)
>
> (หมายเหตุ 2 : บางคนอาจเถียงว่าทำไมทีผมยังใช้ ว้อยยย
>
> ม่ายยยช่ายย อะไรแบบนี้ได้เลย
>
> ขอบอกว่าอันนั้นเป็นคำเลียนเสียงเพื่อแสดงอารมณ์นะครับ
>
> ไม่งั้นจะทำให้งานเขียนเสียรสชาติ)
>
>
>
> ภาษาอังกฤษ - กูดม้อนนิ่งที้ดเช่อ
>
> ...กูดม้อนิ่งสะติ๊วเด้น ฮาวอ๊ายู ....แอมฟายแต๊งกิ้ว
>
> แอ่นยุ.....แอมฟายแต๊งกิ้ว ซิตดาว......... = ='
>
>
>
> ภาษาใจ - ........(เสี่ยวแดกไรเมิง!!!!)
>
>
>
> [ ม ]
>
> เมา - กิจกรรมหลังเลิกเรียนของเด็กวิศวะ(ส่วนใหญ่)
>
> นิยมไปกินกันเป็นฝูงเหมือนหมาหมู่หิวโซ (เออ ด่าเข้าไปคณะตัวเอง!!!)
>
> ความสามารถพิเศษอย่างหนึ่ง คือมันสามารถเมาได้ทุกเทศกาล แม้วันมามาก
>
>
>
> เม้าท์ - กิจวัตรประจำวันของผู้หญิง สำคัญพอๆ กับการหายใจ
>
> ผลจากการวิจัยปอยเปตปะตรองตรม แห่งหนองมะหละแหม่ง
>
> รายงานว่า ขาของยีนส์คู่หนึ่งในโครโมโซมคู่ที่ 18.22 ขาดหายไป
>
> ทำให้ร่างกายต้องการ 'เรื่องชาวบ้าน' ไปเลี้ยงสมองตลอดเวลา
>
> (เอิ๊กๆ ล้อเล่นนะก๊าบบบบบ อย่าโกรธ)
>
>
>
> [ ร ]
>
> โรงเรียน
>
> 1. สถานที่เอาไว้เคารพธงชาติ ส่งการบ้านและเอาการบ้านใหม่ไปทำ
>
> 2. โรงเรียนกวดวิชา - โรงเรียน
>
> 3. โรงเรียนชายล้วน - แรกๆก็ชายล้วนอยู่หรอก
>
> แต่นานๆ ไปชักเริ่ม......บรึ๋ยยยยย สยิวววกิ้ววว..!!!
>
> 4. โรงเรียนหญิงล้วน - เวลาโรงเรียนเลิกจะกลายสภาพเป็นแหล่งชุมนุมของ
>
> เหล่าเด็กช่าง วิศวะ สถาปัตย์ ซึ่งต่างมารวมตัวกันโดยมิได้นัดหมาย
>
>
>
> [ ล ]
>
> ลอยกระทง - ประเพณีดีงามของไทยที่มีมาแต่โบราณ
>
> เป็นการขอขมา และขอบคุณเจ้าแม่คงคาที่เอื้อชีวิตเรามาตลอดทั้งปี
>
> เข้าใจความหมายกันมั้ยวะ.............
>
> แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเซ็กส์ตรงไหนไม่ทราบ (ซีเรียส)
>
>
>
> [ ว ]
>
> วัด - สถานที่สุดท้ายที่เด็กวัยรุ่นจะเข้า........
>
> บางคนถึงกับลืมไป........อ๊ะ.........มีสิ่งนี้ด้วยเหรอเนี่ยย
>
>
>
> เวร
>
> 1. สิ่งที่จำกันไม่เคยได้ซะที ว่าทำกันวันไหน
>
> 2. เวรรร ตรูว่าแล้ววว ว่าไอ้ '1.' มันต้องลืมทำเวร
>
>
>
> วัยรุ่น - สิ่งมีชีวิตที่โดนหลอกง่ายที่สุดในโลก
>
>
>
> วาเลนไทน์
>
> 1. วันขอตังค์แม่ไปซื้อดอกไม้ให้แฟน
>
> 2. วันแห่งความรัก (แฟน)
>
> 3. สับรางให้ถูกละก๊านนน ...... ไอ้พวกมากกิ๊ก
>
>
>
> วันประกาศผลเอ็นท์ - วันพิพากษาของเหล่าเด็กนักเรียน
>
> วันสุดท้ายแห่งการทำงานหนักของผู้ทำความสะอาดศาลเจ้า
>
>
>
> [ ส ]
>
> สยามสแควร์
>
> 1. สวนสัตว์เปิดขนาดใหญ่ อุดมไปด้วย เสือ สิง กระทิง แรด..........
>
> หรือแม้กระทั่ง งูเหลือมกินแหนม = ='
>
>
>
> 2. สยาม (เซนเตอร์พอยนท์) แหล่งน้ำกลางป่าที่ฝูงสัตว์มักแวะเวียนกันมาหาคู่
>
>
>
> สาด
>
> 1. คำกริยานิยมใช้ในเทศกาลสงกรานต์
>
> แต่ถ้าเป็นคำพูด อาจโดนเขวี้ยงกบาลด้วยขันเอาง่ายๆ
>
> 2. คำสุภาพของคำว่าสัตว์ สังเกตบทสนทนาต่อไปนี้
>
>
>
> ครู : เอ้าเด็กๆ ตัวอะไรอยู่ที่สวนสัตว์จ๊ะ?
>
> เด็กๆ : สาดดดดด!!!!!!!
>
> หมายเหตุ : โดยส่วนตัวผมไม่ชอบคำนี้นะ มันดูหยาบคายไปหน่อยน่ะ ผมใช้ 'เห้ๆ'
> นะ
>
> ซึ่งฟังดูไม่ค่อยหยาบคายเท่าไหร่ (โดยชมรมรักตัวตะกวดแห่งประเทศไทย)
>
>
>
> สอบ
>
> 1. สอบไล่ ...เส้นคั่นระหว่างนรกกับสวรรค์
>
> พรมแดนสุดท้ายสู่อิสระภาพ(ชั่วคราว) เค้าไล่แล้วแต่บางคนก็ยังไม่ยอมไปกัน =='
>
> 2. สอบเก็บคะแนน ... 'ชิบหายแหล่ววว...
>
> วันนี้มีสอบเก็บคะแนนนี่กว่า ..เฮ้ย..แมร่ง ลืมว่ะ'..........(...ประจำ)
>
> 3. สอบเอนท์ ...พรมแดนสุดท้ายสู่....คุกนรกอีก 4 ปี (หรือมากกว่านั้น)
>
>
>
> [ ห ]
>
> เหล้า - อาหารหลักของเด็กวิศวะ และสถาปัตย์ (ส่วนใหญ่)......
>
> สันนิษฐานว่ามันกินเพื่อล้างท้อง เพราะเห็นมันกินทีไรก็อ้วกออกทุกที ,
>
> ข้ออ้างในการเข้าสังคม .....อย่าไปเชื่อมันน้อง ไม่กินก็จบมาเป็นผู้เป็นคนได้
>
>
>
> [ อ ]
>
> แอพพลายฟิสิกส์
>
> 1. สถาบันกวดวิชา (เก็งข้อสอบ)ดีเด่น
>
> 2. ...ตีกรอบ... กาดาว...แอบดู...
>
>
>
> เอ็นทรานซ์ - บางคนคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิต
>
> ความจริงมันอยู่ที่ตัวน้องเองตะหาก อย่าลืมว่า.........
>
> ทางเดินเส้นไหนมันก็มีจุดหมายปลายทางเหมือนกันนะเฟ่ย
>
> .....ขึ้นอยู่กับว่า แกจะเดินไป หรือ มัวแต่นั่งท้อแท้
>
>
>
> เอ็มเอสเอ็น - เครื่องมือระบายอารมณ์ของคนรุ่นใหม่
>
> โกรธใครเกลียดใคร แอบชอบใคร ก็ไปตั้งเป็นชื่อ เอ็ม

Credit : forest2024.exteen.com