ไม่พอใจอักสักอัน = ="
มนุษย์ที่สำคัญตนว่า ยิ่งใหญ่นั้น แท้ที่จริงแล้ว เราเล็กยิ่งกว่าฝุ่นผงในจักรวาล จากความรู้ที่ผมเคยรู้มานิดหน่อย หากเปรียบโลกเราเท่า 1 เหรียญบาท ดวงอาทิตย์จะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ เหรียญบาท 108 เหรียญ แต่หากเทียบกับดาว ปาริชาต ที่เราเห็นได้โดยง่ายด้วยตาเปล่า ซึ่งเทียบกับเหรียญบาทได้
3 หมื่นกว่าเหรียญ ซึ่งดวงอาทิตย์ที่เราว่าใหญ่ ก็ยังเทียบไม่ได้กับดาวอื่นๆในจักรวาลเลยแม้แต่นิด นี่ยังไม่รวมถึงดาวขนาดที่ใหญ่กว่านี้อีกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งในกาแลคซี่ทางช้างเผือกที่เราอยู่นั้น มีดาวหลายล้านดวง และล่าสุด นักดาราศาสตร์ค้นพบ จากการส่องกล้องไปในพื้นที่เล็กๆเพียงจุดเดียวในท้องฟ้า ดัง VDO ข้างต้น เรายังพบกาแลคซี่อีกหลายร้อยแกแลคซี่ และยังไม่รวมถึงแกแลคซี่ที่ยังไม่พบ โดยที่เรายังมองไปไม่ถึงอีกนับไม่ถ้วน หลายล้านแกแลคซี่ หากเทียบโลกเรากับจักรวาลแล้ว เรานี่เล็กยิ่งกว่าฝุ่นผงของจักรวาล
แต่เป็นที่น่าประหลาดใจยิ่ง ว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ไม่เคยขัดกับหลักของพระพุทธเจ้าเลย อย่างกับว่าพระพุทธเจ้าเคยเข้าใจมาแล้วอย่างถ่องแท้ ทั้งเรื่องตัวตนของเรา จิตใจ วิญญาณ ธรรมชาติ การเกิดการตาย สรรพสัตว์ ธรรมชาติ และจักรวาล เพราะแท้จริงแล้ว ธรรมะ แปลง่ายๆว่า ธรรมชาติ เข้าใจถึงแก่นแท้แห่งธรรมชาติ ซึ่งไม่มีใครหนีพ้น และนักวิทยาศาสตร์ ยิ่งค้นพบยิ่งยอมรับมันอย่างน่าประหลาด อย่างผมเคยศึกษา ทั้ง ไอสไตล์ ก็พูดถึงศาสนาพุทธ และอีกหลายต่อหลายคน สุดท้าย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ.อยุธยา ที่คิดการจอดยานบนดาวอังคาร ก็เชื่อในเรื่องจิต การนั่งสมาธิ และหลักพุทธ พูดมากเดี๋ยวจะหาว่า เพ้อเจ้อ แต่อยากบอกว่า หากเราเข้าใจ ตนเองและธรรมชาติอย่างแท้จริง แล้วเราจะเข้าใจธรรมะ และสอดคล้องกับ หลักการของวิทยาศาสตร์ทุกข้อ แม้กระทั่งในอนาคตได้อย่างน่าประหลาด เพราะวิทยาศาสตร์และคนเรา ไม่มีใครหนีธรรมชาติพ้น เพราะเราเป็นเพียงส่วนเล็กมากๆ แห่งธรรมชาติ
จากที่ผมเคย เปรียบเทียบขนาดของโลกเรากับดาวอื่นๆในจักรวาล ให้พอรู้กันว่า โลกเรานั้นเล็กขนาดยิ่งกว่าฝุ่นผงในระบบจักรวาล มาคราวนี้ มาเปรียบเทียบขนาดกับดาวดวงอื่นๆ ในจักรวาลอีกมากมาย ขนาดดวงอาทิตย์ที่ว่าใหญ่กว่าเรามากมายนัก ก็ยังเทียบไม่ได้กับดาวดวงอื่นๆในจักรวาล และก็มีใหญ่กว่า และใหญ่กว่าอีกมากมาย และดาว W Cepie ซึ่งใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ชนิดมองไม่เห็นดวงอาทิตย์เลยถ้าให้เทียบ และใหญ่กว่าโลกเราถึง 288,194 เท่า ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า มนุษย์เรานั้นมองเห็นแต่ตัวเอง ยึดติดแต่กิเลส ลาภยศ และถือเป็นความยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด ก็เรานั้นใช่ผู้อยู่เหนือสรรพสิ่งไม่ โดยเฉพาะธรรมชาติ เราเองนั่นแหละเล็กยิ่งกว่าฝุ่นผงของธรรมชาติ และธรรมชาตินั้นไม่ใช่มีแค่มนุษย์ แต่ยังมีสรรพสัตว์อีกมากมายนับไม่ถ้วน เราจึงควรเลิกทำลายธรรมชาติเสียที หากอยากเข้าใจเรื่องพวกนี้ กลับศึกษาธรรมะ กลับยิ่งเข้าใจ โดยไม่ได้ขัดกับหลักการณ์ของวิทยาศาสตร์เลยแม้แต่น้อย เพราะธรรมะคือธรรมชาตินั่นเอง
Credit : www.youtube.com & www.jabchai.com

