เกิดจากความว่างของผมมันทำให้เกิด Blog ส่วนตัวของผมเองครับ อย่างน้อยๆก็เอาไว้เก็บข้อความดีๆ ถ้าบทความถ้ามี Credit ผมก็จะให้ Credit นะครับ แต่บางบทความผมก็ก็อปมานนานแล้ว จำไม่ได้ยังไงผมก็ขอโทษด้วยนะครับ ผมหวังว่าบางที มันอาจเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนก็ได้นะครับ ^^ ผมจะพยาม update มันบ่อยๆนะครับ (ไร้สาระเยอะน่อย -..- )
 

อุกาบาตอาจจะชนโลก 2036

0 ความคิดเห็น


ภาพด้านบนเป็นเส้นทางโคจรของดาวเคราะน้อย( บางครั้งก็เรียกดาวหาง) Apophis มีขนาดใหญ่ประมาณ 300 หลา ที่จะโคจรมาใกล้โลกมากที่สุดในเดือนเมษายน ปี 2029 ซึ่งมันจะมีวงโคจรมาอีกครั้งในวันที่ 13 เมษายน ปี 2036


ต้องรอจนกว่า การเฉียดเข้าใกล้โลกในปี 2029 มาถึง นักวิทยาศาสตร์จึงจะคำนวน ได้ว่า แรงดึงดูดของโลก จะมีผลให้ เจ้าดาวหางหรือดาวเคราะน้อย ดังกล่าว มีโอกาสจะพุ่งชนโลก ในปี 2036 หรือไม่ ซึ่งเราจะมีเวลาเตรียมการรับมือ 7 ปี



Donald Yeomans หัวหน้าศูนย์ติดตามวัตถุใกล้โลกของนาซ่า เผยว่า " สถานการณ์นั้นต้องดูที่วันที่ 13 เดือนเมษายน ปี 2029 , Apophis จะโฉบมาใกล้โลกมาก ในระยะห้ารัศมีของโลก( radius) "


ศาตราจารย์ Leonid Sokolov แห่งมหาวิทยาลัยSt Petersburg กล่าวว่า " Apophis จะห่างจากโลกราว 37,000-38,000 กิโลเมตร เท่านั้น ในเดือนเมษายน 2029 "


" การปะทะกันมีโอกาสเกิดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน ปี 2036 ภาระกิจของเราคือ การพิจารณาให้หลากหลายออกไป "


อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า Apophis จะพุ่งเข้าหาโลกด้วยความเร็ว 23,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะมีผู้เสียชีวิตราว 2,036 ล้านคน หากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น


หวังว่า แรงดึงดูดของโลก จะไม่ส่งผลให้ Apophis ที่เฉียดเข้าใกล้โลกในปี 2029 เปลี่ยนแนวโคจร มุ่งเข้าหาโลก ในอีก 7 ปีต่อมา


จากเวปไซต์ ของนาซ่า ผู้แปลล สำนักข่าว อเดมี่ เดอะ คอป

Credit : www.ladysquare.com

Binary stars system

0 ความคิดเห็น


พอดี เล่นเกมส์ Spore แล้วเจอ



ก็เลยสงสัย เลยหาข้อมูลให้เพื่อนอ่านกัน



ด้วยลักษณะ ดาว 2 ดวง มีตำแหน่งอยู่ใกล้เคียงกัน โดยการมองจากพื้นโลก
หรือคล้ายซ้อนเลื่อม บดบังกัน แต่ความจริงแต่ละดวงมีระยะ ทางห่างกันมาก

ทางทฤษฎีเกิดจาก แรงดึงดูดที่มีความเพียงพอซึ่งกันและกัน ของดาวทั้งสอง
จึงผูกมัดทำให้เกิดวงโคจรต่อกัน เป็นระบบ เรียกว่า Binary stars system
ดาวจะหมุนล้อมกันเป็นจังหวะ คล้ายเป็นตุ้มถ่วง สามารถคำนวณหาระยะเวลา
ตำแหน่งของวงโคจรได้

กรณีดาวทั้งสองดาว มีจังหวะโคจรมาซ้อนทับสนิทกัน มองระยะใกล้จากโลก
ทำให้เห็นเหมือนดาวเป็นดวงเดียวกัน เรียก Optical Doubles ซึ่งทั้งสองกรณี
บางครั้งเรียกว่า Double stars ซึ่งเป็นการเรียกด้วยลักษณะมองจากพื้นโลก

เมื่อสังเกตจากโลก ไม่ว่าด้วยกล้องดาราศาสตร์ชนิดใดๆก็ตาม ไม่สามารถเห็น
การแบ่งแยกออกของดาวทั้ง 2 ดวง เรียกว่า Spectroscopic Binary (ระบบดาว
คู่ที่ต้องใช้กล้องวิเคราะห์ค่าการแยกสี)

แสงกลุ่มดาวประเภทนี้มีความสวยงาม เช่น ขาวใสมีขอบ อมสีม่วง, สีเหลือง
บางๆขอบ อมสีโกเมน, สีส้มอมสีน้ำเงิน, สีชมพูดอกกุหลาบอมสีแดงเข้ม
เป็นต้น การใช้กล้องดูดาวจะมองเห็นความผันแปรของแสง สีเหลือง สีขาว
มากกว่า 10 เฉด

ปัจจุบันมีข้อมูลทางดาราศาสตร์ประมาณ 102,000 ดวง ใน The Washington
Double star catalog (WDS)


Credit : www.youtube.com & www.sunflowercosmos.org
CosZ MosS : อยากให้ทุกคนมาเล่นเกมส์ Spore จะได้รู้ถึงความกว้างใหญ่ของ จักรวาล

ดวงจันทร์เกิดขึ้นได้อย่างไร?

0 ความคิดเห็น


เชื่อกันว่า ทั้งโลกและดวงจันทร์มีอายุพอ ๆ กัน คือราว 4,600 ล้านปี

ทฤษฎีการกำเนิดดวงจันทร์นั้นมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดเห็นต่าง ๆ ไป แต่ที่เชื่อถือกันเป็นส่วนมากก็คือทฤษฎีที่ว่าดวงจันทร์เกิดจากโลก

ทฤษฎีนี้เชื่อว่า เมื่อสี่พันหกร้อยล้านปีมาแล้ว ตอนที่โลกถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ ๆ ในจักรวาลจะมีทั้งดาวเคราะห์น้อยและดาวหางต่างก็โคจรไปตามอัธยาศัย แล้วบ้างก็พุ่งเข้าชนโลก จนทำให้เกิดเป็นหลุมลักษณะอย่างปากปล่องภูเขาไฟ และฝุ่นละอองที่เกิดจากพื้นผิวโลกถูกชนก็ฟุ้งกระจาย กลายเป็นวงแหวนฝุ่นลอยอยู่ในบรรยากาศรอบโลก (อ่านแล้วทำให้นึกถึงวงแหวนของดาวเสาร์เนอะ)

วงแหวนฝุ่นเหล่านี้ค่อย ๆ รวมตัวกันเข้าจนในที่สุดก็กลายเป็นก้อนกลม ๆ หมุนอยู่รอบโลก อย่างที่เรียกว่าดวงจันทร์นี่แหละ



ตัวอย่างของทฤษฎีอื่น ๆ ที่มีข้อขัดแย้งมากจนไม่มีคนยอมรับกัน ก็เช่นทฤษฎีหนึ่งที่ว่าโลกกับดวงจันทร์เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน แล้วก็ล่องลอยอยู่ในระยะที่ไม่ห่างไกลกันนักหมุนรอบดวงอาทิตย์ตามกันไป จนกระทั่งนาน ๆ เข้า ด้วยความที่โลกที่มีขนาดใหญ่กว่ามีแรงโน้มถ่วงมากกว่า จึงมีแรงดึงดูดมากกว่าก็เลยค่อย ๆ ดึงดูดทีละน้อย ๆ ดึงเอาดวงจันทร์เข้ามาอยู่ในรัศมีแรงดึงดูด จนมาหมุนรอบโลกอย่างที่เห็น

ข้อขัดแย้งที่ทำให้ต้องหมดความเชื่อถือทฤษฎีนี้ก็คือ เหตุผลในการที่ดวงจันทร์จะถูกดึงให้มาหมุนรอบโลกนั้น ดูออกจะอ่อนด้อยอยู่สักหน่อย เพราะโลกกับดวงจันทร์มีขนาดไม่แตกต่างกันมากพอที่น่าจะกระทำเช่นที่ว่านี้ได้ (คนเลยไม่เชื่อ)

จนถึงทุกวันนี้ มีมนุษย์เคยขึ้นไปเดินเหยียบย่ำพื้นผิวดวงจันทร์ และเก็บหินดินฝุ่นดวงจันทร์กลับมาวิจัยกันอย่างน้อยก็ 12 คนแล้ว โดยสองคนแรกเป็นมนุษย์อวกาศชาวอเมริกันชื่อ นีล อาร์มสตรอง กับ บัซซ์ อัลดริน ใน “ปฏิบัติการอพอลโล 11” เมื่อปี 2512

Credit : www.youtube.com & learners.in.th